Please assign a menu to the primary menu location under MENU

AnalysisHighlightSmart TechTechnologyTrend

หุ่นยนต์แย่งงาน อาชีพไหนความเสี่ยงสูงสุด?

หุ่นยนต์แย่งงาน
แชร์

เมื่อ 100 ปีก่อนจำนวนประชากรของม้าในอเมริกาเคยพุ่งสูงถึง 26 ล้านตัว แต่ทุกวันนี้ลองนับจำนวนม้าดูใหม่ว่ายังคงมีเหลืออยู่แค่ไหน ต้องขอขอบคุณการพัฒนาด้านเครื่องยนต์ที่ทำให้รถยนต์มาแทนที่ม้าได้ แต่ตอนนี้เรายังอยากจะรู้สึกขอบคุณเทคโนโลยีกันอีกไหม เมื่อ หุ่นยนต์แย่งงาน คนกำลังเป็นเรื่องร้อนแรงขึ้นมา

อาชีพไหนโดน หุ่นยนต์แย่งงาน ก่อน

วันนี้เกิดความท้าทายใหม่ในเรื่องของการลดจำนวนคนงานลง แล้วทำการแทนที่ด้วยระบบอัตโนมัติต่างๆ มีมากขึ้นเรื่อยๆ ความกลัวเรื่องหุ่นยนต์มาทำงานแทนคนขยายวงกว้างมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เริ่มมีข้อมูลของร้านค้าไร้พนักงานเพิ่มมากขึ้น และเรื่องของรถไร้คนขับก็กลายเป็นประเด็นใหญ่โต แต่อย่าเพิ่งตกใจกันไป เพราะคนคงไม่ถูกเครื่องจักรแทนที่แบบทันทีทันใดแบบม้า ส่วนจะเป็นอาชีพไหนที่จะโดนก่อนเป็นอันดับแรกงานไหนที่มีความเสี่ยงสูง

แคชเชียร์ในร้านสะดวกซื้อและพนักงานเก็บค่าทางด่วนโดนก่อน

งานที่ต้องการวุฒิการศึกษาระดับมัธยมต้นและมัธยมปลายนั้นมีความเสี่ยงสูงมาก งานอย่างพนักงานเก็บเงินในร้านสะดวกซื้อ พนักงานเก็บค่าทางด่วน รวมถึงบรรดาโอเปอร์เรเตอร์เป็นกลุ่มเสี่ยง เพราะงานลักษณะที่กล่าวมาไม่ต้องการทักษะในการคิดวิเคราะห์จากมนุษย์มากนัก ทำให้มันง่ายต่อการทดแทนด้วยเครื่องจักรเข้าจัดการแทน ซึ่งงานของพนักงานเก็บค่าทางด่วนเริ่มถูกทดแทนด้วยระบบอัตโนมัติไปแล้ว

ตำแหน่งงานในธุรกิจค้าปลีกถูกสั่นคลอน

ตำแหน่งงานกว่า 7.5 ล้านตำแหน่งของธุรกิจค้าปลีกกำลังถูกสั่นคลอนในช่วง 10 ปีต่อจากนี้ ร้านขายยา CVS ทำการติดตั้งระบบจ่ายเงินเองมากถึง 448 สาขา McDonald เริ่มให้ลูกค้าสั่งอาหารผ่านจอทัชสกรีนในร้าน Amazon เองก็เอาจริงเอาจังอย่างหนักกับ Amazon Go ซุปเปอร์มาเก็ตไร้ช่องจ่ายเงินและไร้พนักงานเก็บเงิน ลูกค้าสามารถทำการจ่ายเงินค่าสินค้าผ่านทางสมาร์ทโฟนแล้วถือของออกจากร้านไปได้เลย

ธุรกิจค้าปลีกกำลังเผชิญโดยตรงกับเรื่องแบบนี้ ผู้บริโภคจะต้องจัดการซื้อของและจ่ายเงินเองทั้งหมด หลายธุรกิจจะเดินไปในทิศทางเดียวกับ Amazon Go แต่จะมีธุรกิจค้าปลีกที่เน้นเรื่องของความหรูหราและเน้นสร้างประสบการณ์ด้านอื่นกับลูกค้าเท่านั้นที่ยังคงต้องอาศัยแรงงานของคนเพื่อสร้างบริการพิเศษเพื่อดูแลลูกค้าต่อไป

พนักงานขับรถรอดยาก

บริษัทขนาดใหญ่ลงทุนหลายพันล้าน เพื่อสร้างหุ่นยนต์ให้ทำงานแทนที่คนได้ เรื่องที่ลงทุนกันมากที่สุดเรื่องหนึ่งก็คือ รถไร้คนขับ ความร่วมมือของบริษัทรถและบริษัทด้านเทคโนโลยีมีการแข่งขันเรื่องนี้อย่างจริงจัง เมื่อรถยนต์และรถบรรทุกสามารถควบคุมการขับได้ด้วยตัวมันเอง มันก็ถึงคราวที่คนอย่างพวกเราจะไม่ต้องนั่งอยู่หลังพวงมาลัยอีกต่อไป

มีการคาดการณ์เอาไว้ว่า พนักงานขับรถกว่า 5 ล้านคนจะเริ่มตกงานตั้งแต่ปี 2020 เป็นต้นไป เมื่อรถยนต์สามารถขับเคลื่อนเองได้อย่างสมบูรณ์แบบคนขับรถก็จะต้องพัฒนาตัวเองไปทำงานด้านอื่นแทน อย่างเช่นตอนนี้หุ่นยนต์ขับได้แต่รถเท่านั้น ยังไม่สามารถนำเอาสิ่งของหรืออาหารที่สั่งไปส่งให้ที่หน้าประตูบ้านได้ อย่างไรก็ตามหากโดรนถูกพัฒนาต่อเนื่องให้สามารถส่งสินค้าหรืออาหารให้ลูกค้าที่ประตูบ้านได้ คนก็ต้องพัฒนาหน้าที่การงานไปอีกขั้นจากคนขับรถ, คนส่งของ ไปเป็นผู้จัดการดูแลยานยนต์อัตโนมัติแทน คนจะหยุดพัฒนาตัวเองไม่ได้เด็ดขาด

งานเกี่ยวกับฟาสต์ฟู้ด

มีการคาดการณ์ว่างานเกี่ยวกับฟาสต์ฟู้ดกว่า 80,000 งานจะหายไปในปี 2024 ส่วนหนึ่งเป็นเพราะอัตราค่าแรงขั้นต่ำที่เพิ่มขึ้นทุกปีอย่างต่อเนื่องทำให้หลายธุรกิจเริ่มจะหาทางออกให้กับตัวเอง แน่นอนว่าทางเลือกของระบบอัตโนมัติกำลังมาแรงเช่นกันในธุรกิจอาหารจานด่วน การจ่ายเงิน 35,000 เหรียญสหรัฐสำหรับหุ่นยนต์มันคุ้มค่ากว่าการจ่ายเงินจ้างคนในราคา 15 เหรียญต่อชั่วโมง เพราะหุ่นยนต์ไม่ป่วยไม่ลาไม่สายทำงานเกินเวลาก็ไม่มีการขอเพิ่ม แมคโดนัลยังกล่าวติดตลกอีกว่าการทอดมันฝรั่งจะควบคุมคุณภาพได้ดีและแม่นยำกว่าเดิม อีกไม่นานพนักงานที่เป็นคนครึ่งหนึ่งจะไม่ถูกจ้างงาน เพราะเราจะนำระบบอัตโนมัติเข้ามาใช้งานแทน

ถึงแม้ว่าเรื่องราวทั้งหมดที่กล่าวมาจะเป็นสถานการณ์ในต่างประเทศ แต่เชื่อว่าในประเทศไทยเองก็น่าจะเป็นไปในทิศทางเดียวกัน เตรียมตัวเตรียมใจกันเอาไว้ให้พร้อม อาชีพที่โดนหุ่นยนต์แย่งงานแน่ๆ เลยก็คือ พนักงานเก็บเงิน, คนขับรถ และงานในร้านอาหารจานด่วน มนุษย์เราต้องพัฒนาตัวเองไปทำในงานที่ซับซ้อนกว่าที่เป็นอยู่จึงจะเอาชนะหุ่นยนต์ได้

ขอบคุณข้อมูลจาก

Money.cnn.com

แสดงความคิดเห็น