Please assign a menu to the primary menu location under MENU

Breaking NewsBusiness TipsInnovationKnowledgeNewsSelf DevelopmentSME NewsTechnologyTrend

FamilyMart ไต้หวันเร่งวาง 3 นโยบาย เพื่อสร้างโมเดลธุรกิจแห่งอนาคต

FamilyMart
แชร์

บทความจาก สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงไทเป

เดือนธันวาคมนี้ จะเป็นวันครบรอบ 30 ปีของการก่อตั้ง Chain ของร้านสะดวกซื้อชื่อดังอย่าง FamilyMart ในไต้หวัน ซึ่งทางผู้บริหารของบริษัท Taiwan FamilyMart Co.,Ltd. ได้ออกมาพูดถึงความ ท้าทายที่กำลังถาโถมเข้ามา ไม่ว่าจะเป็นการอิ่มตัวของตลาดในประเทศ การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ และการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาประยุกต์ใช้เพื่อบริการลูกค้า ซึ่ง FamilyMart จะต้องเตรียมตัวให้พร้อม ในการรับมือกับตลาดค้าปลีกยุคใหม่ ที่จะแตกต่างไปจากเดิม โดยเป้าหมายแรกในชั้นนี้คือ จะต้องทำรายได้ต่อปีให้ได้มากกว่า 100,000 ล้านเหรียญไต้หวัน ภายในปี 2020

นายเยี่ยหรงถิง (葉榮廷) ประธานบริษัท Taiwan FamilyMart Co.,Ltd. เห็นว่า ธุรกิจค้าปลีกเป็นกิจการที่ขึ้นอยู่กับความต้องการบริโภคภายในประเทศ จึงได้รับผลกระทบโดยตรงจากโครงสร้างของประชากร ในชั้นนี้มีการคาดการณ์ว่า ในปี 2020 อัตราการเกิดและอัตราการเสียชีวิตในไต้หวันจะมีสัดส่วนที่เท่ากัน โดยในปี 2023 – 2025 อัตราการเกิดจะเป็นตัวเลขติดลบ แน่นอนว่าสำหรับธุรกิจค้าปลีกแล้วอัตราการเกิดที่เป็นตัวเลขติดลบ จะทำให้เกิดการแย่งลูกค้ากันอย่างหนักในทุกอุตสาหกรรม ทำให้ต่อไปจะต้องประสบกับปัญหาที่คู่แข่งจะมาจากทั้งผู้ที่อยู่ในธุรกิจเดียวกันและจากต่างธุรกิจด้วย สำหรับ FamaliyMart แล้ว ในช่วงแรกได้วางกลุ่มลูกค้าเป้าหมายไว้ที่กลุ่มอายุ 15-35 ปี โดยจากสถิติในปี 1995 จำนวนประชากรสูงอายุ (อายุมากกว่า 65 ปี) คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 7 ของจำนวนประชากรทั้งหมด เมื่อถึงปี 2018 สัดส่วนนี้เพิ่มเป็นร้อยละ 14 หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 2 เท่า ซึ่งในปี 2017 ค่ามัธยฐานอายุเฉลี่ยของประชากรไต้หวันอยู่ที่ 41 ปี และจากการคำนวณของกระทรวงเศรษฐการไต้หวัน เมื่อถึงปี 2060 สัดส่วนจะเพิ่มเป็นร้อยละ 57 แทบจะเป็นตัวเลขที่สูงกว่าตลาดญี่ปุ่นเสียอีก ดังนั้น เพื่อรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นนี้ นายเยี่ยหรงถิงย้ำว่า ร้านสะดวกซื้อมีทางเลือกเพียง 2 ทาง หนึ่งคือเปลี่ยนกลุ่มเป้าหมายจากวัยรุ่นและวัยทำงานมาเป็นผู้สูงวัย และสองคือ เพิ่มกลุ่มเป้าหมาย เนื่องจากกลุ่มลูกค้าวัยรุ่นและวัยทำงานมีจำนวนไม่มากพอ ต้องเอาลูกค้ากลุ่มผู้สูงวัยมาเป็นกลุ่มลูกค้าหลักด้วย นอกจากนี้ ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีก็ทำให้ร้านค้าทั้งหลายต้องเผชิญกับความท้าทายที่เพิ่มขึ้น เพราะเทคโนโลยีจะมีอิทธิพลต่อความรับรู้ด้านราคา รวมทั้งยังอาจเปลี่ยนพฤติกรรมของลูกค้าได้เลย เช่นเดียวกับที่การค้าปลีกถูกอีคอมเมิร์ซเข้ามาแย่งส่วนแบ่งตลาดไปเป็นจำนวนมาก และในอนาคตข้างหน้า ร้านค้าปลีกอาจกลายมาเป็นร้านอัจฉริยะด้วยเทคโนโลยี AI ก็เป็นได้ ดังนั้น การนำเอาเทคโนโลยีมาใช้ในธุรกิจจะทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงต่อโครงสร้างของอุปสงค์และอุปทานในตลาดได้

สำหรับการรับมือกับอนาคตในอีก 30 ปีข้างหน้านั้น นายเยี่ยหรงถิงชี้ว่า FamilyMart ได้วางนโยบายไว้ 3 แบบด้วยกัน

แบบแรกคือการสร้าง Differentiation

ให้กับสินค้าและบริการของทางร้าน โดยเฉพาะในส่วนของสินค้าที่เป็น Housing Brand จะสามารถสร้างเอกลักษณ์ให้กับสินค้าได้ง่ายที่สุด โดยเมื่อปี 2016 FamilyMart ได้ทุ่มงบประมาณในการลงทุนกว่า 1,700 ล้านเหรียญไต้หวัน เพื่อตั้งโรงงานผลิตเบเกอรี่

แบบที่ 2 คือการปรับตัวให้เข้ากับการค้าปลีกยุคใหม่

ที่ต้องมีการผสมผสานแบบออนไลน์-ทู-ออฟไลน์ ซึ่งตอบสนองความต้องการของลูกค้าสมัยใหม่ ที่ต้องการความสะดวกและราคาที่ถูกกว่า จากการสั่งซื้อออนไลน์ แต่ก็ต้องการเห็นของจริงในร้านด้วย ซึ่ง FamilyMart ได้มีการพัฒนาระบบสมาชิกมารองรับ โดยในชั้นนี้ FamilyMart มีสมาชิกรวมประมาณ 4 ล้านกว่าราย และหากรวมถึงสมาชิกร่วมที่มีการผูกกับธุรกิจอื่นด้วย จะทำให้จำนวนสมาชิกพุ่งขึ้นเป็นมากกว่า 5 ล้านรายเลยทีเดียว แน่นอนว่า เพื่อตอบสนองความต้องการในส่วนนี้ FamilyMart จึงพัฒนาระบบส่งสินค้าให้ลูกค้าสามารถเลือกมารับสินค้าที่สาขาใกล้บ้านได้ด้วย โดยจะมีการค่อยๆ เพิ่มสินค้าประเภทแช่เย็นแช่แข็งเข้ามา และจะสามารถรับสินค้าได้ในเวลาเพียง D+1 (วันนี้ส่งพรุ่งนี้ได้รับ) นอกจากนี้ จะมีการเพิ่มบริการรับสั่งอาหารจัดเลี้ยงด้วย โดยเดิมที FamilyMart มีบริการรับสั่งอาหารประจำเทศกาลตรุษจีน ซึ่งสามารถทำรายได้ในช่วงตรุษจีนได้มากถึง 100 ล้านเหรียญไต้หวัน ทำให้มีความคิดที่จะหันมารับออร์เดอร์สำหรับอาหารจัดเลี้ยงแบบตลอดทั้งปี เชื่อว่าจะสามารถสร้างยอดขายเพิ่มขึ้นได้ไม่น้อย

แบบสุดท้ายคือ แตกไลน์สินค้าใหม่

เช่น สินค้ายาและอาหารเสริม โดยการร่วมเป็นพันธมิตรกับ Chain ร้านขายยา แม้ในชั้นนี้ ยังไม่สามารถทำกาไรได้มากนักจากสินค้าหมวดนี้ โดยขณะนี้มีการวางสินค้าเพียง 300 สาขาจากทั้งหมด 2 พันกว่าสาขา หากแต่การที่ประชากรสูงวัยจะมีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จึงเชื่อว่ามีแนวโน้มที่ดีมากในอนาคต

Source | The Commercial Times

สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงไทเป เห็นว่าประเด็นเกี่ยวกับโมเดลธุรกิจใหม่ที่เรียกกันว่า O2O (Online to Offline) ซึ่งเป็นการเชื่อมห้างร้านในโลกออฟไลน์เข้ากับเทคโนโลยีโลกออนไลน์อย่างลงตัวถือเป็นหนึ่งในเรื่องที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการค้าปลีกยุคใหม่ ซึ่งเหล่าผู้ประกอบการไต้หวันให้ความสนใจมาระยะหนึ่งแล้ว อันเนื่องมาจากแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการบริโภคของคนรุ่นใหม่จะเป็นกลุ่มที่ให้ความสำคัญกับความคุ้มค่าของราคาต่อสิ่งที่ได้รับจากการบริโภคสินค้านั้นๆ มากขึ้นเรื่อยๆ โดยแจ็คหม่าแห่ง Alibaba ก็ได้พูดถึงแนวคิดของการค้าปลีกยุคใหม่ไว้เช่นกันว่า จะเป็นการเชื่อมโยงสินค้าในโลกออนไลน์ สินค้าในโลกออฟไลน์ ระบบโลจิสติกส์ และการใช้ประโยชน์จากข้อมูล Big Data เข้าด้วยกัน

ดังนั้น ผู้ประกอบการไทยจึงควรที่จะรีบปรับตัวแต่เนิ่นๆ ในการตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นนี้ นอกจากนี้ ความสำเร็จอย่างต่อเนื่องของ FamilyMart ในช่วง 30 ปีที่ผ่านมานั้น เกิดจากการที่บริษัทฯ มีการพัฒนาและปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ตามสภาวะที่แท้จริงของตลาดอยู่ตลอดเวลา จนทำให้สามารถวางแผนและกำหนด Position ของตัวเองได้อย่างถูกต้อง สิ่งนี้จึงถือเป็น Practice ที่น่าสนใจสำหรับผู้ประกอบการไทย

แสดงความคิดเห็น