Breaking NewsNewsSME News

โรงงานยาสูบตกอับ เตรียมขอกู้คลัง เพื่อจ่ายเงินเดือนพนักงาน

โรงงานยาสูบ
แชร์

น.ส.ดาวน้อย สุทธินิภาพันธ์ ผู้อำนวยการ โรงงานยาสูบ เปิดเผยว่า ขณะนี้โรงงานยาสูบอยู่ระหว่างการหารือกับสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) เพื่อขอกู้เงินมาใช้ใน 2 เรื่อง คือ

  • ลงทุนค่าเครื่องจักรที่โรงงานยาสูบแห่งใหม่ในปีนี้ ประมาณ 2,900 ล้านบาทจากงบลงทุนทั้งหมด 7,000 ล้านบาท
  • ใช้เสริมสภาพคล่องที่คาดว่าจะเริ่มมีปัญหาตั้งแต่เดือน พ.ค. นี้เป็นต้นไป รวมถึงสำรองไว้เป็นค่าใช้จ่ายเงินเดือนพนักงาน 2,800 คน

นอกจากนี้ ยังมีค่าใช้จ่ายอื่นๆอีกคือ ค่าใช้จ่ายในการย้ายโรงงานจากถนนพระราม 4 ไปยังโรงงานใหม่ที่อยุธยา, ค่าใช้จ่ายในการดูแลโรงพยาบาลยาสูบ, การสนับสนุนนโยบายรัฐด้วยการรับซื้อใบยาสูบสูงกว่าราคาตลาด 22 บาทต่อกิโลกรัม และค่าก่อสร้างสวนเบญจกิติ รวมแล้วเป็นเงินอีก 1,500 ล้านบาท

“ตัวเลขเบื้องต้นที่คำนวณออกมาแล้ว พบว่าปีนี้ โรงงานยาสูบจะขาดทุนประมาณ 5,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ นับตั้งแต่ก่อตั้งเมื่อปี 2491 หรือกว่า 70 ปี โดยประเมินว่า เดือนพฤษภาคมนี้ สภาพคล่องจะเริ่มติดลบ ทำให้ต้องขอกู้เงินเพื่อรักษาสภาพคล่อง โดยแต่ละเดือนโรงงานใช้สภาพคล่องเงินสด 4,000 ล้านบาท แต่ปัจจุบันสภาพคล่องใกล้ติดลบ โดยล่าสุดได้หารือกับสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) เพื่อทำเรื่องขอกู้เงิน แต่ยังไม่ทราบจำนวน เพราะอยู่ระหว่างการหารือ ซึ่งเป็นภาพที่ติดลบมากๆเพราะปีที่แล้ว มีกำไรถึง 9,344 ล้านบาท”

เหตุต้องขอกู้ เพราะภาษีใหม่ทำพิษ

การที่โรงงานยาสูบต้องขอกู้เงินโดยให้คลังมาช่วยค้ำประกันให้ หรือกรณีไม่ค้ำก็ต้องรอให้ยกระดับเป็นนิติบุคคลก่อน เนื่องจากภาษียาสูบใหม่ทำให้โรงงานยาสูบไม่มีกำไร จากเดิมที่มีสภาพคล่องเข้ามาเดือนละ 4,000 ล้านบาท ตอนนี้เหลือสภาพคล่องไม่ถึง 5,000 ล้านบาท ซึ่งจะพอใช้ถึงเดือน พ.ค.นี้เท่านั้น ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างสรุปวงเงินกู้ คาดว่าจะเป็นหลักพันล้านบาท

ทั้งนี้จากการปรับปรุงแก้ไขภาษีสรรพสามิตยาสูบใหม่ตั้งแต่เดือน ก.ย. 2560 ทำให้โรงงานยาสูบแม้จะขายได้ ก็เป็นการขายที่ไม่มีกำไร เพราะเจอปัญหาต้นทุนการผลิตสูงและการลดราคาจากคู่แข่ง โดยส่วนแบ่งการตลาดในปีนี้เหลือ 56% จากที่ผ่านมาไม่ต่ำกว่า 80% จำนวนผลิตลดลงเหลือ 1.8 หมื่นล้านมวน จากเดิมที่คาดว่าจะผลิต 3 หมื่นล้านมวน ทำให้นอกจากไม่มีกำไรแล้ว ยังเป็นปีแรกที่โรงงานยาสูบอาจจะเผชิญภาวะขาดทุนเนื่องจากยังมีภาระค่าใช้จ่ายในการสนับสนุนเกษตรกรผู้ผลิตใบยา โรงพยาบาล และอื่นๆ ประมาณ 1,500 ล้านบาท/ปี อย่างไรก็ตามโรงงานยาสูบยังมีแผนปรับปรุงแผนธุรกิจ เช่น การออกสินค้าใหม่ หรือการหารายได้จากช่องทางอื่น

ขึ้นภาษีไม่ได้ทำให้คนสูบลด แต่เอื้อประโยชน์ให้บุหรี่ต่างชาติ

น.ส. ดาวน้อย ยอมรับว่า การขึ้นภาษีในครั้งนี้ไม่ได้ทำให้ผู้บริโภคลดน้อยลง แต่เป็นการเอื้อให้บุหรี่ต่างชาติมากกว่า ซึ่งตนเองก็ไม่ทราบว่าทำไมกระทรวงถึงได้ดำเนินการอย่างนี้ รวมถึง อีกไม่กี่เดือนนี้หากรัฐบาลไม่ค้ำประกันให้ โรงงายาสูบก็จะอยู่ในขั้นวิกฤตแน่นอน ทั้งสภาพคล่องและเงินลงทุนที่อยู่ระหว่างการติดตั้งเครื่องจักรที่งวดเข้ามาทุกที

โดยก่อนหน้านี้ น.ส.ดาวน้อย เคยให้ข้อมูลว่า “การขึ้นภาษีบุหรี่ทำให้ประเทศมีรายได้มากขึ้นเป็นเรื่องที่ดี แต่โรงงานยาสูบก็ได้ผลกระทบ ทั้งที่ทำตามนโยบายของรัฐมาโดยตลอด ได้คะแนนประเมินการทำงานถึง 4.5 คะแนน มีกำไรจากสูงถึง 9,000 ล้านบาท ทำให้พนักงานได้โบนัสถึง 7 เดือน หากกำไรลดลงเหลือ 2,000 ล้านบาท หรือหายไป 7,000 ล้านบาท จะทำให้คะแนนประเมินตกลงและพนักงานอาจจะได้โบนัสเหลือแค่ 1-2 เดือน ซึ่งเชื่อว่ารัฐบาลจะเข้ามาดูแลในเรื่องนี้”

และเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา มีกระแสข่าวออกมาว่า โรงงานยาสูบนั้น เคยประกาศจ่ายโบนัส 7 เดือน ในปี 59 และเท่าที่ดูใน ปี 2560 ผลประกอบการยาสูบใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา คาดว่าการจ่ายโบนัสจะใกล้เคียงกับปี 2559 ก็คือ 7 เดือนนั่นเอง

รัฐวิสาหกิจจ่ายโบนัสสูง เพื่อเป็นแรงจูงใจให้ปรับตัว

ด้านนายชาญวิทย์ นาคบุรี รองผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) เคยให้ข้อมูลไว้เมื่อต้นปีว่า ในรอบปี 60 ที่ผ่านมารัฐวิสาหกิจภาพรวมมีกำไร เพิ่มขึ้นเกือบทุกแห่ง เป็นผลจากเศรษฐกิจที่ดีขึ้น และส่วนหนึ่งเพราะ สคร.เข้าไปกำกับดูแลให้รัฐวิสาหกิจ ทำให้ลดต้นทุนการประกอบธุรกิจลงได้มาก ส่งผลดีทำให้กำไรสูง

แต่ไม่อยากให้นำโบนัสรัฐวิสาหกิจ ไปเปรียบเทียบกับเอกชนที่ได้รับโบนัสน้อย เพราะเกณฑ์ที่ใช้นั้นใช้มานานแล้ว และเกณฑ์มีการปรับเปลี่ยนทุกปีโดยเป็นข้อตกลงระหว่างรัฐวิสาหกิจแต่ละแห่งกับ สคร. ซึ่งรัฐวิสาหกิจบางแห่ง สามารถจ่ายโบนัสได้ตามผลกำไรที่เพิ่มขึ้น และต้องได้คะแนนประเมินสูง เช่น หากได้ 3 คะแนน ก็จะนำกำไรไปจ่ายโบนัสได้กว่าร้อยละ 9 หากได้ 4 คะแนน จ่ายได้ร้อยละ 10 และ 5 คะแนนเต็มจะได้ร้อยละ 11 เป็นแรงจูงใจให้รัฐวิสาหกิจปรับตัว

credit images | bangkokbiznews

แสดงความคิดเห็น