Breaking NewsFinancial ServicesNewsSME News

อาร์เจนตินาปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 60% หวังชะลอเงินเฟ้อ

แชร์

“วิกฤติเงินเฟ้อ” กลายเป็นปัญหาทางด้านเศรษฐกิจขั้นรุนแรงของกลุ่มประเทศอเมริกาใต้ ที่ผ่านมาเราเห็นเวเนซุเอลาต้องเผชิญหน้ากับเงินเฟ้อจนสร้างผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตของประชาชนภายในประเทศ ที่ต้องทนทุกข์กับราคาสินค้าที่แพงมากเป็นประวัติการณ์ ซึ่งมีการคาดการณ์จาก IMF ว่าอัตราเงินเฟ้อของเวเนซุเอลายังไม่หยุดอยู่แค่นี้ เพราะมีแนวโน้มจะไปถึง 1 ล้านเปอร์เซ็นต์ เมื่อจบสิ้นปี 2018 นี้เลยทีเดียว

ล่าสุด อาร์เจนตินา กลายเป็นอีกหนึ่งประเทศที่ต้องออกมาตรการด้วยการให้ธนาคารกลางเพิ่มอัตราดอกเบี้ยเป็น 60% เพื่อหวังชะลอวิกฤติเงินเฟ้อ ซึ่งเป็นการปรับขึ้นเป็นครั้งที่ 4 ในปีนี้ของอาร์เจนตินา โดยสถานการณ์ของค่าเงินเปโซร่วงลงมากกว่า 45% เมื่อเทียบกับค่าเงินดอลลาร์ ซึ่งทำให้เกิดความระแวงถึงกำลังซื้อที่ลดลง เพราะปัจจุบันต้องใช้เงินจำนวน 38 เปโซ ในการแลกเงิน 1 ดอลลาร์สหรัฐฯ เมื่อเทียบกับปี 2017 ที่ใช้เงิน 16 เปโซ ในการแลกเงิน 1 ดอลลาร์สหรัฐ สำหรับอัตราเงินเฟ้อของอาร์เจนตินาในปี 2018 นี้อยู่ที่ 25.4 %

โดย ธนาคารกลางของอาร์เจนตินา เปิดเผยว่า เราได้เพิ่มเงินสำรองที่ธนาคารถือไว้ เพื่อกระชับนโยบายการคลัง ด้วยการเพิ่มอัตราดอกเบี้ยจากเดิม 45% ขึ้นมาเป็น 60% และจะคงอยู่ในระดับนี้จนถึงเดือนธันวาคม

อย่างไรก็ตาม กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ออกมาแถลงการณ์ว่า ขอให้รัฐบาลอาร์เจนตินาทบทวนแผนงานทางเศรษฐกิจดังกล่าว โดยสนับสนุนให้คงดอกเบี้ยไว้ที่ 45% ตามเดิม เพื่อให้แก้ปัญหาแบบค่อยเป็นค่อยไป

ทั้งนี้ มีการวิเคราะห์กันว่าสาเหตุที่ทำให้อาร์เจนตินาต้องเผชิญกับวิกฤติเงินเฟ้อ ส่วนหนึ่งมาจากการดำเนินนโยบายขาดดุลการค้ามาตลอดนับ 10 ปี ตลอดจนมีการอุดหนุนค่าใช้จ่ายต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องพลังงาน ซึ่งส่งผลให้ราคาสินค้านั้นต่ำกว่าความเป็นจริงมาโดยตลอด

หลังจากมีการเปลี่ยนรัฐบาลมาเป็นของเมาริซิโอ มาครี จึงมีการปรับเปลี่ยนนโยบายทางเศรษฐกิจ เลิกสนับสนุนค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่เคยมีมา ดังนั้นจึงทำให้เกิดสภาวะที่ประชาชนต้องพบกับราคาสินค้าที่เป็นจริง ทำให้ราคาสินค้าต่างๆ เริ่มแพงขึ้น นำมาสู่อัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วในที่สุด

 

ข้อมูลจาก CNBC , businessinsider

 

แสดงความคิดเห็น