สืบสานตำนานกุ้ยโจว สัมผัสเสน่ห์ “กุนซานจู” นาฏศิลป์พื้นเมืองระดับตำนาน ถอดรหัสประวัติศาสตร์และจิตวิญญาณชนเผ่าเหมียว
ลึกเข้าไปในวงโอบล้อมของขุนเขา ณ ตำบลจู๋ฉ่าง อำเภอน่ายง เมืองปี้เจี๋ย มณฑลกุ้ยโจว ยังคงมีมรดกทางวัฒนธรรมการเต้นรำอันเป็นเอกลักษณ์ของชนเผ่าเหมียว ที่ได้รับการสืบทอดจากรุ่นสู่รุ่นมาอย่างยาวนาน ศิลปะการแสดงอันโดดเด่นนี้มีชื่อเรียกว่ากุนซานจู (Gunshanzhu) หรือเจ้าของฉายา “ไข่มุกแห่งที่ราบสูงกุ้ยโจว” ซึ่งทรงคุณค่าเป็นยิ่งกว่าการแสดง เพราะทำหน้าที่จดบันทึกประวัติศาสตร์การอพยพย้ายถิ่นฐาน สะท้อนภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมอันรุ่มรวย และตอกย้ำจิตวิญญาณอันแข็งแกร่งของชนเผ่าเหมียวไว้ได้อย่างงดงาม ตำนานเล่าว่า ยามอพยพย้ายถิ่นฐานในอดีตกาล เส้นทางของชาวเหมียวต้องเผชิญกับเทือกเขาสูงชันและพงหนามรกร้าง เพื่อเปิดทางให้เพื่อนพ้องเดินทางผ่านพงไพร เหล่าผู้กล้าหาญจึงใช้ร่างกายของตนกลิ้งทับพงหนามอย่างไม่เกรงกลัวเพื่อถางทางให้คนในเผ่า ด้วยเหตุนี้ คนรุ่นหลังจึงได้จำลองท่วงท่าการกลิ้งตัวดังกล่าวมาต่อยอดและรังสรรค์เป็นระบำลู่เซิงอันเป็นเอกลักษณ์ เพื่อรำลึกถึงความกล้าหาญและหยาดเหงื่อแรงกายของบรรพบุรุษ โดยทุกท่วงท่าการกลิ้งตัวคือการคารวะต่อบรรพชน และทุกการกระโดดสะท้อนถึงจิตวิญญาณอันแรงกล้าของชนเผ่าเหมียว กุนซานจูถือเป็นหนึ่งในศิลปะการเต้นรำที่ปราบเซียนและท้าทายที่สุดของชนเผ่าเหมียว ผู้แสดงจะสวมเสื้อนอกสีขาวปักลายอันประณีต และสวมหมวกขนไก่ฟ้า พร้อมบรรเลงลู่เซิงแบบ 6 ท่อ จุดที่ท้าทายที่สุดคือเสียงเพลงจะต้องพลิ้วไหวอย่างต่อเนื่อง นักเต้นจึงต้องเป่าลู่เซิงอย่างสม่ำเสมอโดยไม่สะดุด แม้ในยามที่ต้องโลดโผนด้วยท่วงท่าที่ยากและซับซ้อนก็ตาม ในระหว่างการแสดง นักเต้นจะกลิ้งและหมุนตัวผ่านชามใส่น้ำที่วางเรียงเอาไว้ โดยต้องทรงตัวด้วยความแม่นยำอย่างน่าอัศจรรย์ พร้อมรังสรรค์ลีลาท่ารำอันตื่นตาตื่นใจ ไม่ว่าจะเป็นท่านางแอ่นบิน พีระมิดมนุษย์ หรือท่ามังกรพลิกกาย การผสานท่วงทำนอง การเคลื่อนไหว ลมหายใจ และพละกำลังเข้าด้วยกันอย่างสมบูรณ์แบบนี้เอง ที่หล่อหลอมให้เกิดเป็นสุนทรียศาสตร์อันเป็นเอกลักษณ์ของศิลปะโบราณชนิดนี้ นับตั้งแต่คริสต์ทศวรรษ 1990 เป็นต้นมา กุนซานจูได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางทั้งในและต่างประเทศ […]



นี่จึงเป็นเหตุหนึ่งให้การรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) ดำเนินการขอคืนพื้นที่จาก กทม. และเข้ามาบริหารจัดการ จับใส่ตะกร้าล้างน้ำใหม่ เมื่อการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) เข้ามารับไม้ต่อ สิ่งที่ตามมาคือ การจัดระเบียบแผงค้า พร้อมปรับอัตราค่าเช่าใหม่ ในราคา 3,157 บาท ปัญหาที่ตามมาคือ แผงค้าปูผ้าแบกับดินบริเวณโดยรอบตลาดนัดยังคงอยู่เช่นเดิม นี่คือเหตุผลสำคัญที่ผู้ค้าเดิมซึ่งมีแผงค้าประจำในโครงการรับไม่ได้ เนื่องจากนักท่องเที่ยวจะเดินซื้อสินค้าเฉพาะโครงการซึ่งอยู่ริมถนนโดยรอบโครงการเท่านั้น ส่วนพื้นที่ในโครงการที่อยู่ลึกเข้าไปข้างในกลับร้างผู้คน
น.ส.นฤมล แซ่หุ้น ประธานสหกรณ์บริการผู้ค้าตลาดนัดจตุจักร เปิดเผยว่า ที่ผ่านมาการเปิดให้เช่าพื้นที่แผงปูผ้าแบกับดิน เป็นปัญหาของผู้ค้ามาโดยตลอด เนื่องจากนักท่องเที่ยวจะเดินเฉพาะพื้นที่ริมถนนโดยรอบตลาดเท่านั้น ส่วนภายในพบว่ามีคนเดินบางตา หรือแทบจะไม่มี ทำให้ผู้ค้าจำนวนหนึ่งไม่สามารถรับภาระทั้งค่าเช่า และค่าใช้จ่ายอื่นๆ ได้ และปิดตัวธุรกิจลงแล้วจำนวนหลายราย
“ที่ผ่านมาผู้ค้าได้ออกมาเรียกร้องให้ ร.ฟ.ท.จัดการกับปัญหาดังกล่าว แต่ยังไม่ได้รับการแก้ไขให้ดีขึ้น ขณะเดียวกันในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาพบว่ามีเจ้าหน้าที่ของ ร.ฟ.ท.ได้เชิญชวนให้ผู้ค้าตลาดนัดเจเจกรีนเข้ามาจับจองแผงค้าแบกับดินที่กำลังจะเปิดให้เช่าใหม่ในพื้นที่บริเวณถนนรอบโครงการฯ รวมถึงบริเวณที่เรียกว่า “ซุ้มไก่ชน” ตรงข้ามกับโครงการ 9 รวมทั้งการเปิดประตูเชื่อมต่อพื้นที่จอดรถ ข้างหลังตลาดฝั่งถนนกำแพงเพชร เพื่อเชื่อมต่อกับอาคารพาณิชย์ของภาคเอกชน ที่กำลังจะเปิดให้เช่าพื้นที่ขายของแห่งใหม่ โดยประกาศว่าเป็นพื้นที่เดียวกันกับตลาดนัดจตุจักร ซึ่งอาจกลายเป็นการซ้ำเติมปัญหาเดิมที่มีอยู่แล้ว”
ด้านแหล่งข่าวจากกองอำนวยตลาดนัดจตุจักรการรถไฟฯ กล่าวว่า ปัจจุบันมีการร้องเรียนจากผู้ค้าเป็นจำนวนมาก ทั้งเรื่องของราคาค่าเช่าแผงค้าที่รวมกับค่าบริหารจัดการ ซึ่งมีราคาสูงไม่เหมาะสม และกรณีการเปิดพื้นที่ให้ผู้ค้าแบกับดินสามารถขายของได้ทั่วบริเวณถนนรอบโครงการทั้งในช่วงกลางวัน-กลางคืน โดยมีอัตราค่าเช่าแผงละ 200 บาท ซึ่งพบว่าขณะนี้มีจำนวนแผงค้าแบกับดินมากถึงกว่า 2,500 แผงค้า
“เมื่อตลาดนัดเจเจกรีนกำลังปิดตัวลง และมีเจ้าหน้าที่บางรายต้องการนำผู้ค้าจากเจเจกรีนที่ยังหาพื้นที่ขายของไม่ได้ เข้ามาจับจองพื้นที่ คาดว่าจะทำให้มีแผงค้าใหม่รวมกับแผงค้าแบกับดินเดิมสูงขึ้นถึงกว่า 3,000 แผงค้าเลยทีเดียว ซึ่งที่ผ่านมานั้นรายได้จากส่วนนี้มีคนมีสีเป็นผู้จัดสรรปันส่วนแบ่งรายได้ในกลุ่มพรรคพวก ขณะที่กรณีของการเปิดประตูเชื่อมพื้นที่จอดรถเดิมนั้น คาดว่าจะเป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับอาคารใหม่ที่กำลังประกาศให้เช่าพื้นที่ขายของในขณะนี้” นี่คืออีกหนึ่งของความเคลื่อนไหวของตลาดนัดจตุจักร ตลาดนัดซึ่งได้ชื่อว่าเป็นตลาดนัดที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งภาพในอดีตของการเป็น “แดนสนธยา” กำลังจะปรากฏชัดขึ้นอีกครั้ง แม้จะมีการเปลี่ยนหน่วยงานเข้ามาบริหารแล้วก็ตาม หากภาครัฐยังคงนิ่งเฉย ปล่อยให้ปลาเน่าเพียงไม่กี่ตัวยังคงว่ายวนหาผลประโยชน์อยู่ อันดับแรกคือพ่อค้าแม่ค้าที่ทำตามระเบียบจะล้มหายตายจากไป ที่สำคัญกลุ่มคนเหล่านี้คือ ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ซึ่งนำผลิตภัณฑ์จากวิสาหกิจชุมชนต่างๆ ทั่วประเทศมาจำหน่ายให้กับนักท่องเที่ยวทั่วโลก ส่วนผลกระทบในระยะยาวคือการแปรสภาพความเป็น “จตุจักร” ที่จะถูกกลืนจะหายไปตลอดกาล ข่าวอื่นๆ