Breaking NewsBusiness TipsFinancial ServicesKnowledgeNewsSME Newsข่าวการเงิน

เทียบให้รู้กันชัดๆ ข้อดี-ข้อเสีย ของการทำเอสเอ็มอีบัญชีเดียว

เอสเอ็มอีบัญชีเดียว
แชร์

เทียบชัดๆ ข้อดี-ข้อเสีย ของการทำ เอสเอ็มอีบัญชีเดียว

กรมสรรพากร ได้ออก พ.ร.ก.ยกเว้นและสนับสนุนการปฏิบัติการเกี่ยวกับภาษีอากรตามประมวลรัษฎากร พ.ศ. 2558 และพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการลดอัตราและยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 595) พ.ศ. 2558 ลงประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2559 ว่าเอสเอ็มอีที่มีทุนจดทะเบียนไม่เกิน 5 ล้านบาท และมีรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาท ให้มาขึ้นทะเบียนกับกรมสรรพากรตั้งแต่วันที่ 15 มกราคม 2559 ถึงวันที่ 15 มีนาคม 2559 เมื่อผู้ประกอบการเข้ามาจดแจ้งกับกรมสรรพากรตาม พ.ร.ก. ฉบับนี้ เจ้าหน้าที่จะไม่มีอำนาจไปตรวจสอบภาษีย้อนหลัง ส่วนผู้ประกอบการที่มาขอคืนภาษี กรมสรรพากรก็ต้องตรวจสอบ หากตรวจสอบแล้วไม่พบความผิด กรมสรรพากรจะคืนภาษีให้ตามปกติ นอกจากนี้ กระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทยทำหน้าที่กำกับดูแลธนาคารพาณิชย์จะกำหนดระเบียบ บริษัท ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ต้องนำเอกสารทางบัญชีหรืองบการเงินที่บริษัทยื่นต่อกรมสรรพากร มาใช้ประกอบการขออนุมัติสินเชื่อและการทำธุรกรรมทางการเงิน เริ่มบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2562

แต่ล่าสุด ปรากฏว่าขณะนี้มีผู้ยื่นคำร้องขอจดแจ้งจำนวน 274,647 รายเท่านั้น จากจำนวน 2.7-2.8 ล้านราย  ดร.ยุทธนา ศรีสวัสดิ์ ผู้ร่วมก่อตั้ง iTAX ให้ข้อมูลกับทีมข่าว Smart SME ว่าที่ผ่านมาโดยมากเอสเอ็มอีมักจะทำบัญชี 2 ชุด คือการทำบัญชีทำเพื่อหลอกสรรพากรว่ากำไรน้อย รายจ่ายมาก รายรับนิดเดียว อีกชุดคือทำไว้ดูเองว่าได้กำไรเท่าไหร่ ดังนั้นหากเอสเอ็มอี ทำ 2 เล่ม แสดงว่าเล่นไม่ซื่อ และที่แย่กว่าคือมันมีทัศนคติจากคนรุ่นก่อนด้วยว่าใครๆ ก็ทำกัน เมื่อถามอาจารย์ว่าข้อดีข้อเสียมีมากน้อยแค่ไหน อาจารย์บอกแค่ว่าข้อเสียแทบไม่มี เพราะเห็นแต่ข้อดี เราเลยรวบรวมข้อดีข้อเสียจากอาจารย์ด้านภาษีและบทความต่างๆ ดังนี้

ข้อดีของทำบัญชีเดียว

  1. หลักฐานการเสียภาษีที่ยื่นต่อกรมสรรพากรมาประกอบการพิจารณาสินเชื่อและธุรกรรมทางการเงิน
  2. เป็นองค์กรที่มีความน่าเชื่อถือ
  3. สร้างความเป็นธรรมกับผู้เสียภาษีในระบบที่อยู่ในระบบมาก่อนหน้านี้อยู่แล้ว
  4. ฐานภาษีและรายได้ของรัฐบาลก็จะมากขึ้น (ยกเว้นคือ ไม่ถูกตรวจสอบภาษีย้อนหลัง ได้การยกเว้นภาษีในปี 59 และ ปี 60 สำหรับรายที่มีกำไรไม่เกิน 3 แสนบาท ส่วนที่มีกำไรเกินกว่านั้น จะเสียภาษีในอัตรา 10% ในปี 60 ที่ผ่านมา)
  5. ไม่ต้องคอยปกปิดรายการใดๆให้เป็นที่เคลือบแคลง มีความโปร่งใสและสามารถตรวจสอบสถานะตัวเองได้ทันที
  6. ภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับเอสเอ็มอี สามารถให้ความช่วยเหลือกับผู้ประกอบการ ได้ตรงจุดและตรงต่อความต้องการ
  7. ไม่มีความเสี่ยงเรื่องประเมินภาษีย้อนหลัง

ข้อเสียของการทำบัญชีเดียว

  1. อาจจะเสียเปรียบเรื่องภาษีที่ทำอย่างถูกต้องด้านการทำการตลาด คนที่ไม่จ่ายภาษีต้นทุนต่ำกว่า (ทาง Smart SME ไม่ได้มีเจตนาชี้นำไม่ให้เข้าร่วมโครงการ)
  2. จุกจิกเรื่องการนำข้อมูล รายรับรายจ่ายเข้าสู่บัญชีเดียว
  3. หนีภาษีไม่ได้ (ทาง Smart SME ไม่ได้มีเจตนาชี้นำไม่ให้เข้าร่วมโครงการ)
  4. หากเอสเอ็มอีรายใด มีรายได้ไม่ดีเหมือนแต่ก่อน อาจจะขอสินเชื่อยากขึ้น รวมถึงบางราย ที่ก่อนเข้าร่วมมีโครงการบัญชีเดียว แล้วมักจะตกแต่งบัญชีให้ดูสวยเพื่อขอสินเชื่อได้ง่ายๆ ก็อาจจะขอได้ยากขึ้น (ความคิดเห็นนี้ ได้รับมาจากภาคเอกชนเท่านั้น ยังไมได้มีการสอบถามไปยังธนาคาร)

ทั้งนี้ ที่ผ่านมา อธิบดีกรมสรรพากรเคยกล่าวไว้ว่า หากมีเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในเรื่องของการจัดเก็บภาษีเต็มที่ ซึ่งเทคโนโลยีนี่แหละจะเป็นตัวแกะรอยความผิดพลาดของเอสเอ็มอีที่หลีกเลี่ยงมาตลอด นอกจากนี้ เมื่อโครงการ National e-Payment ถูกนำมาใช้มากขึ้น กรมสรรพากรจะสามารถเชื่อมโยงข้อมูลทุกรายการที่มีการซื้อและขาย ทำให้สามารถประเมินถึงรายรับและรายจ่ายของผู้ประกอบธุรกิจได้ ตัวผู้ประกอบการจะไม่สามารถเลี่ยงภาษีได้ ขณะที่ เจ้าหน้าที่กรมสรรพากรก็จะมีข้อมูลจริงของผู้ประกอบการมากขึ้น  และล่าสุดนี้เองกรมสรรพากรได้สั่งการไปยังสรรพากรเขตพื้นที่ ลงไปกวดขันผู้ประกอบการร้านค้า ให้ยื่นแบบภาษีและจดทะเบียนบัญชีเดียว หากสรรพากรไปตรวจและพบภายหลังอาจจะโดนตรวจสอบภาษีย้อนหลังที่เข้มข้นขึ้น

แสดงความคิดเห็น